Awesome Image

ประวัติความเป็นมาของผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกเมืองนครเป็นผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนครศรีธรรมราช มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่และขนบประเพณีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญผลักดันให้เกิดการเรียนรู้คิดค้นวัตถุทั้งเส้นไหม เส้นทอง เส้นฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ นำมาใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่มที่มีความงามทางวัฒนธรรม และสามารถประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ สืบทอดกันมาแต่โบราณ แล้วพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและประโยชน์การใช้สอยเรื่อยมา
สันนิษฐานว่าคงจะมีการทอผ้ามาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์แล้ว เนื่องจากตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) เป็นเมืองท่าสถานีการค้าที่สําคัญ ศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งจีน อินเดีย และชาติต่าง ๆ ผ้าจากจีนและอินเดียจึงเป็นสินค้าส่งออกที่นํามาขายในคาบสมุทรไทยจากการติดต่อค้าขายทําให้เกิดการเผยแพร่ถ่ายทอดทางศิลปวัฒนธรรม
ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)

พิพิธภัณฑ์

สถานที่จัดแสดงผ้าเมืองนครโบราณ

ที่มา: Google Maps

Awesome Image

ที่มา: https://www.nakhonsithammarat.go.th

ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาไม่น้อยกว่า 1800 ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดี และหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราชมีกำเนิดมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 เป็นอย่างน้อย

จากประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งนครศรีธรรมราช สามารถประมวลได้ว่า "นครศรีธรรมราช" ได้ปรากฏชื่อในที่ต่างๆ หลายชื่อตามความรู้ความเข้าใจที่สืบทอดกันมา และสำเนียงภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่เคยเดินทางผ่านในระยะเวลาที่ต่างกันเช่น ตามพลิงคม ตามพรลิงค์ มัทธาลิงคม ตามพลิงเกศวร โฮลิง โพลิง เชียะโท้ว โลแค็ก (Locae) สิริธรรมนคร ศรีธรรมราช ลิกอร์ (Ligor) ละคอน คิวตูตอน สุวรรณปุระ ปาฏลีบุตร (Pataliputra) และเมืองนคร เป็นต้น คำว่า "นครศรีธรรมราช" น่าจะมาจากสร้อยพระนามของปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช คำนี้แปลความได้ว่า "นครอันงามสง่า แห่งพระราชาผู้ทรงธรรม" และธรรมของราชาแห่งนครนี้ก็คือ ธรรมแห่งพระพุทธศาสนา

ถ้าจะลำดับความเป็นมาของนครศรีธรรมราชจากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้ในขณะนี้พบว่ามีภูมิหลังอันยาวนานนับตั้งแต่ยุคหินกลางในราว 8,350-11,000 ปีที่ล่วงมา จากหลักฐานมีการพบเครื่องหินที่มีตัวขวานยาวใหญ่ (บางคนเรียกว่าระนาดหิน) ที่อำเภอท่าศาลาในยุคโลหะ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดี คือ กลองมโหระทึกสำริด 2 ใบ ที่บ้านเกตุกาย ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง และที่คลองคุดด้วน อำเภอฉวาง

นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่อำเภอสิชลปัจจุบัน ยังมีร่องรอยโบราณสถาน และโบราณวัตถุเกี่ยวเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในนครศรีธรรมราช เช่น พระพุทธรูปสำริดศิลปแบบอมราวดีของอินเดีย และเศียรพระพุทธรูปศิลปแบบคุปตะอินเดีย เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในช่วงนี้นครศรีธรรมราชได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมมาจากอินเดียอย่างมากมาย ทั้งในด้านศาสนา ความเชื่อ อักษร ภาษา ประเพณี และการปกครอง จนกลายเป็นพื้นฐานวัฒนธรรมนครศรีธรรมราชมาถึงปัจจุบันนี้

หัวเมืองรายรอบ

พุทธศตวรรษที่17-19เป็นช่วงที่นครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดภายใต้การปกครองของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองน่าจะเนื่องมากจากการเป็นสถานีการค้าสำคัญของคาบสมุทรไทยเป็นจุดพักถ่ายซื้อสินค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตกที่ดีที่สุดในเวลานั้นประกอบกับบริเวณหาดทรายแก้วอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ความศรัทธาและความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาจึงเป็นปัจจัยชักนำให้ผู้คนจากทุกสารทิศในภาคใต้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครศรีธรรมราชอย่างหนาแน่นในราว พ.ศ. 1700 เศษ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชก็สามารถจัดการปกครองหัวเมืองรายรอบ ได้สำเร็จถึง 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร คือ

เมืองสายบุรี
ตราหนู
เมืองปัตตานี
ตราวัว
เมืองกลันตัน
ตราเสือ
เมืองปาหัง
ตรากระต่าย
เมืองไทรบุรี
ตรางูใหญ่
เมืองพัทลุง
ตรางูเล็ก
เมืองตรัง
ตราม้า
เมืองชุมพร
ตราแพะ
เมืองปันทายสมอ (กระบี่)
ตราลิง
เมืองสระอุเลา (สงขลา)
ตราไก่
เมืองตะกั่วป่า ถลาง
ตราหมา
เมืองกระบุรี
ตราหมู
Awesome Image

ที่มา: https://www.nakhonsithammarat.go.th

จากหลักฐานตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชตลอดถึงวรรณกรรมเรื่องพระนิพพานสูตรทุกสำนวนต่างยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรุ่งเรืองไพศาลของนครศรีธรรมราชในยุคดังกล่าวและสามารถควบคุมหัวเมืองอื่นๆ ได้ทั่วถึงคาบสมุทร และมีแสนยานุภาพเกรียงไกรถึงขนาดกรีธาทัพไปตีลังกาถึงสองครั้งเหนือสิ่งอื่นใดราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชได้สถาปนาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ขึ้นอย่างมั่นคงในนครศรีธรรมราชมีการบูรณะพระเจดีย์เดิมให้เป็นทรงระฆังคว่ำอันเป็นศิลปะลังกาจนนครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเป็นเมืองแม่แห่งวัฒนธรรมที่ได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไปยังหัวเมืองอื่นๆ รวมทั้งสุโขทัยซึ่งในเวลานั้นเพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นราชธานีทางภาคเหนือตอนล่างใหม่ๆ ในช่วงแรกของการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีคือสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้แต่งตั้งอุปราช (พัฒน์) บุตรเขยของพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ขึ้นเป็น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช " เจ้าพระยานครนครศรีธรรมราช (พัฒน์) รับราชการมาจนถึงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 2 จึงได้กราบทูลลาออกจากตำแหน่งด้วยเห็นว่าชราภาพมากแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระบริรักษ์ภูเบศรผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมากระทำความดีความชอบในราชการจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช "คนทั่วไปรู้จักในนาม เจ้าพระยานครน้อย" เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ตามหลักฐานทางราชการกล่าวว่า เป็นบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) แต่คนทั่วไปทราบกันว่าเป็นโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรี

Awesome Image

เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย)

Awesome Image

เจ้าจอมสว่างในรัชกาลที่ 5 ธิดาพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง)

Awesome Image

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สมัย ร.5

Awesome Image

ท่านผู้หญิงบินทรเดชานุชิต (เลียบ ณ นคร)

ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)

เจ้าพระยานครศรีธรรมราชผู้นี้มีความสามารถได้ปราบปรามหัวเมืองมลายูได้สงบราบคาบ เป็นนักการทูตที่สำคัญคนหนึ่งโดยเฉพาะการเจรจากับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 2-3 ได้ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชมีอิทธิพลต่อหัวเมืองมลายูเป็นที่น่านับถือยำเกรงแก่บริษัทอังกฤษ ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลทางการค้าขายและทางการเมืองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ยังเป็นผู้มีฝีมือในทางช่างหลายอย่างเช่น ฝีมือในทางการต่อเรือจนได้รับสมญาว่าเป็น "นาวีสถาปนิก" และในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ก็ได้ถวายพระแท่นถมตะทอง และ พระราชยานถมอีกด้วย

ภายหลังที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนถัดมา คือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) ผู้บุตรไม่เข็มแข็งเท่าที่ควรเป็นเหตุให้หัวเมืองกระด่างกระเดื่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแก้ไขจัดการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้โดยให้มีการปกครองเป็นมณฑลนครศรีธรรมราชจึงเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้นสุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ในพ.ศ. 2439

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏิเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินด้านการปกครองหัวเมืองอีกครั้งหนึ่งในรัชกาลนี้ โปรดฯให้มีการแต่งตั้งตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ขึ้นเพื่อปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด ในการนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ดำรงตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชลงเป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรไทย และดำรงฐานะดังกล่าวเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ด้วยเหตุที่นครศรีธรรมราชมีประวัติอันยาวนานมาก่อนกรุงสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นราชธานีแรกของไทยมีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์มาก่อน ศิลปวัฒนธรรม เช่น ประติมากรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ช่างฝีมือพื้นบ้าน การละเล่น และขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจึงมีมาก ซึ่งชาวเมืองยังยึดถือปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน นครศรีธรรมราชจึงมีอารยธรรมและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติบ้านเมืองมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

Awesome Image

ผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าพื้นเมืองเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนครศรีธรรมราช

ประวัติความเป็นมาของผ้ายกเมืองนคร

วิถีชีวิตความเป็นอยู่และขนบประเพณีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญผลักดันให้เกิดการเรียนรู้คิดค้นวัตถุทั้งเส้นไหม เส้นทอง เส้นฝ้าย และเส้นใยสังเคราะห์ นำมาใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่มที่มีความงามทางวัฒนธรรม และสามารถประดิษฐ์ลวดลายต่างๆ สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้วพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและประโยชน์การใช้สอยเรื่อยมา
ผ้ายกเมืองนครเป็นผ้าที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าชั้นดีเป็นที่ต้องการในหมู่ชนชั้นสูง จึงมีชื่อเสียงด้านฝีมือในการทอผ้ายกเป็นเลิศมาตั้งแต่ในอดีต เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนคนทั่วไปกล่าวติดปากว่า ถ้าจะซื้อผ้าดีๆ จะต้องหาซื้อผ้ายกเมืองนครเอามาไว้ในครอบครอง

เพลงกล่อมเด็กบทนี้ ยืนยันว่าที่เมืองนครศรีธรรมราช มีการทอผ้าเป็นล่ำเป็นสันกันมานานแล้ว เป็นผ้าทอมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะผ้ายกทอง

"ไปเมืองคอนเหอ ไปซื้อผ้าลายทองสลับ
ซื้อมาทั้งพับ สลับทองห่างห่าง
หยิบนุ่งหยิบห่ม ให้สมขุนนาง
สลับทองห่าง ห่าง ทุกหมู่ขุนนางนุ่งเหอ"


( ไม่รองรับ iOS )
Awesome Image

ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)

การทอผ้ายกเมืองนครในเมืองนครศรีธรรมราชและหัวเมืองใกล้เคียงซึ่งเป็นเมืองในบังคับปกครองของนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าคงจะมีการทอผ้ามาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์แล้ว เนื่องจากตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) เป็นเมืองท่าสถานีการค้าที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งจีน อินเดีย และชาติต่างๆ ผ้าจากจีนและอินเดียจึงเป็นสินค้าออกที่นำมาขายในคาบสมุทรไทย จากการติดต่อค้าขายทำให้เกิดการเผยแพร่ถ่ายทอดทางศิลปวัฒนธรรม โดยชาวพื้นเมืองรับการถ่ายทอดความรู้วิธีการทอและการแต่งกายนุ่งผ้า ซึ่งมีร่องรอยสายใยสัมพันธ์ที่ปรากฏในรูปแบบของผ้าที่แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียและจีนเป็นต้นเค้าของการทอผ้าพื้นบ้าน ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองรู้จักการทอผ้าทั้งผ้าพื้นเรียบ และผ้ายกดอก ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุจีนกล่าวถึงผู้คนในอาณาจักรตามพรลิงค์เวลาแต่งงานแต่งกายสวมใส่ผ้าทอยกดอก (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์, 2552: 67 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งการรับวัฒนธรรมการทอผ้านี้ได้ผ่านกระบวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประสมประสานปรับรูปแบบลักษณะการทอให้มีลักษณะเฉพาะของการทอผ้ายกเมืองนครโดยไม่ลอกเลียนแบบของอินเดียและจีนไปทั้งหมด

ส่วนการทอผ้ายกดอกที่ทอลวดลายสีสันวิจิตรงดงามเริ่มทำกันในสมัยอยุธยาตอนปลายกล่าวกันว่าชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้แบบอย่างการทอผ้ามาจากแขกเมืองไทรบุรีเมื่อครั้งเมืองไทรบุรีคิดขบฎ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชยกกองทัพไปปราบขบฎได้กวาดต้อนครอบครัวเชลยมาเป็นจำนวนมากและได้นำพวกช่างฝีมือปะปนมาหลายพวก ต่อมาแขกช่างทอผ้าเมืองไทรบุรีได้มาเป็นครูสอนคนนครศรีธรรมราชให้รู้จักการทอผ้ายก โดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้ให้การอุปถัมภ์และส่งเสริมการทอผ้ายกเป็นอย่างมาก ทำให้การทอผ้ายกสมัยนั้นพัฒนาขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ มาก โดยมีการเกณฑ์ผู้หญิง บ่าวไพร่ และลูกหลานกรมการเมือง ตลอดจนชาวบ้านที่สนใจให้ฝึกหัดการทอผ้ายก

ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการทอผ้ายกเมืองนครน่าจะรับเอาวิธีการทอผ้ายกดอกของชาวมลายูมาผสมผสานกับความรู้ดั้งเดิมประยุกต์เข้ากับลวดลายไทยและพัฒนากรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนด้วยความพิถีพิถัน ช่างทอผ้าที่มีความชำนาญสูงได้ปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของตน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอเป็นทองที่สูงค่ามีราคาจึงถือได้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยม อันเป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างหนึ่งของประเทศไทยในขณะนั้น นับตั้งแต่รัชกาลพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นยุคสมัยที่การปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น และสภาพเศรษฐกิจดี ทำให้การจัดการภายในราชสำนักมีความเรียบร้อย ส่งผลให้มีการทำนุบำรุงศิลปะในแขนงต่างๆ มีความเจริญรุ่งเรือง โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภกเปิดโอกาสให้ภายในราชสำนักมีความเป็นอยู่ที่หรูหรา ปรากฏหลักฐานว่าผ้ายกเมืองนครเป็นที่ต้องการอย่างมากของราชสำนัก เพราะเป็นผ้าที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับบุคคลสำคัญ เจ้านาย และข้าราชบริพารชั้นสูงใช้สวมใส่เวลาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงสถานะของบุคคลและในฐานะผ้าที่คุณภาพดีมีความงดงามและราคาแพงจึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง เจ้านาย ขุนนาง ตลอดจนคหบดี ผู้มีทรัพย์ทั้งหลาย

ปรากฏว่าราชสำนักสยามได้มีหมายเกณฑ์ให้ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราชทอผ้ายกส่งไปยังกรุงเทพฯ อยู่บ่อยๆ พร้อมทั้งยังได้พระราชทานทองคำ เส้นไหม เส้นทอง และพระราชทรัพย์เป็นค่าแรงงานในการทอและซื้อไหมดิบจากจีน ทั้งนี้ก็เพราะมีพระประสงค์ที่จะนำผ้ายกเมืองนครมาใช้เป็นพระภูษาทรง และพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนขุนนางข้าราชบริพาร ผู้ประกอบคุณงามความดี ผู้มีความชอบในราชการ ดังหลักฐานจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 กล่าวถึงในปี พ.ศ. 1175 พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ให้ขุนสวัสดิ์คุมเอาผ้ายกทองเกณฑ์เข้ามาส่งลายพื้นแดง 1 ผืน ลายเจ็ดสีพื้นม่วง 1 ผืน ครบสองผืนตามเกณฑ์แล้วให้เบิกทองสองหีบใหญ่ ครั้งหนักหาบหนึ่งไปให้เจ้าพระยานครทอผ้ายก (วิเชียร ณ นคร, 2542: 4722 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) และดังข้อความในสารตราเจ้าพระยาอรรคมหามาถึงผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งว่า …ต้องพระราชประสงค์ผ้ายกทองนุ่งดวงเกล็ดพิมเสนฝีมือช่างเมืองนครสำหรับพระราชทานพระบรมวงษานุวงษ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ศรีต่างกัน 24 ผืน... (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ, 2546: 104 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งหากสังเกตดูพระรูปเจ้านายทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่ทรงฉายในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหลายพระองค์ทรงผ้ายกทองลายเกล็ดพิมเสน

ในวาระการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศกับนานาอารยประเทศองค์พระมหากษัตริย์ทรงเอาความงามอันโดดเด่นของผ้ายกเมืองนครมาใช้ประโยชน์เป็นสื่อสัมพันธ์ในการเชื่อมสัมพันธไมตรี โดยพระราชทานผ้ายกเมืองนครแด่องค์พระมุขหรือประมุขของประเทศนั้นๆ เป็นเครื่องราชบรรณาการ ดังในสมัยรัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานผ้ารวมจำนวนถึง 17 ชิ้น มอบแต่แฟรงคลิน ปิแอร์ (Frankin Pierce) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญอันทรงคุณค่ายิ่งจากราชสำนัก โดยเฉพาะผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสน เป็นพื้นที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ ทอด้วยเส้นทอง (LISA Mcquail, 1997: 89 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ปัจจุบันผ้าผืนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของสถาบันสมิโซเนียน วอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับกรุงเทพฯเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก สืบเนื่องจากนโยบายการปกครองได้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางลิดรอนอำนาจหัวเมืองใหญ่รวมทั้งเมืองนครศรีธรรมราชด้วย

ดังนั้นเมื่อทางราชสำนักเกณฑ์ให้ทอผ้ายกเมืองนครส่งไปถวายตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ พระยานครศรีธรรมราช (หนูพร้อม) ขัดเคืองนโยบายการปฏิรูปการปกครองที่ลดอำนาจเจ้าเมืองลง จึงส่งผ้ายกเมืองนครที่มีคุณภาพไม่ดีต่ำกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อนเข้าไปทูลฯถวาย ซึ่งยังความขุ่นเคืองพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก เมื่อถึงคราวจำเป็นที่ต้องการใช้ผ้ายกคุณภาพดี

ดังเช่นคราวที่มีพระราชประสงค์ให้จัดหาสิ่งของต่างๆ พืชพรรณเพาะปลูกที่มีอยู่ในบ้านเมือง และเครื่องมือประกอบการทำมาหากิน อาวุธ สิ่งของกระบวนการช่างเพื่อจัดแสดงฉลองพระนครครบ 100 ปี ในปี พ.ศ. 2425 จึงทรงมีรับสั่งให้หาซื้อหรือแบ่งปันผ้ายกเมืองนครแต่ครั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนก่อนจากทายาท

ดังความในพระราชหัตถเลขาถึงพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ เมื่อวันจันทร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือนสาม ปีมะเส็ง ตรีศกศักราช 1243 ตรงกับวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2424 มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถึงคุณสุรวงษ์ไวยวัฒน์ ด้วยฉันอยากได้ผ้ายกเมืองนคร ผ้ายกสงขลา และผ้าเช็ดปาก ยกสีต่างๆ ลายต่างๆ ทั้งผ้านุ่ง ผ้าเช็ดปาก คิดว่าในรายการเกณฑ์เอศซฮิบิเชนก็คงจะมีมาบ้างแต่ก็คงจะเป็นอย่างเลวที่สุด จึงจะได้ส่งมา ถ้าจะสั่งให้ทำมาตามธรรมเนียม ก็คงจะได้เลวเหมือนอย่างที่สั่งไปครั้งก่อน ครั้งนี้อยากจะได้ผ้าที่ดีจริงๆ ถ้าได้ผ้าแต่ครั้งเจ้าพระยานครยิ่งดี ของที่ลูกหลานเขาคงจะมีอยู่ด้วยกันทุกคน เธอจะช่วยคิดอ่านอย่าใด เป็นอย่างขอซื้อขอปัน ถึงจะแพงก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้ดีอย่างเดียว… (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ, 2546: 105 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าภาณุ รังสีสว่างวงศ์กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ในปี พ.ศ. 2427 ได้รับรายงานที่เกี่ยวข้องกับผ้ายกเมืองนครว่า "ผ้านุ่งผ้าห่ม ผ้ายกไหม ผ้ายกทองไม่มีขายในตลาด เป็นของทอเฉพาะผู้สั่งจะซื้อและเป็นผู้ทำในบ้านผู้ว่าราชการเมืองกรมการผู้หลักผู้ใหญ่ ราคาสิ่งของในท้องตลาด ผ้าม่วงราคาผืนละ 5-6 เหรียญ ผ้าริ้ว ผ้าตา ผ้าพื้น ผืนละ 6 ก้อน หรือ 2 ยำไป หรือ 6 ตำลึง ผ้าขาวม้า ผืนละ 7 เหรียญ ผ้าขาวม้าด้ายกุลีละ 8-10 บาท ผ้าเช็ดปาก ผ้าขาวกุลีละ 4 บาท ผ้าโสร่งไหม ผืนละ 4-5-6 เหรียญ ผ้าโสร่งด้าย ผืนละ 1 บาท”

จากรายงานแสดงถึงการจัดการทอผ้ายกเมืองนครคงจะมีอยู่เฉพาะในวังเจ้าเมืองโดยมีคนในตระกูลเจ้าเมืองเป็นผู้ควบคุมดูแลการทอและผูกลาย ซึ่งเป็นลายซับซ้อนมากความลับในการทอผ้ายกเมืองนครจึงถ่ายทอดให้เฉพาะบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจัดตั้งมลฑลขึ้น อำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชลดลง ไม่มีการเลี้ยงบ่าวไพร่ไว้ในวังและในครัวเรือนมากมายเหมือนครั้งก่อน นับแต่นั้นมาการทอผ้ายกเมืองนครมีความประณีตต้องใช้เวลาในการทอนานมากไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับช่างทอผ้ายกจึงเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น มีจำนวนน้อยรายที่ได้สืบทอดการทอผ้ายกเมืองนครสืบมาจนปัจจุบัน

สืบทอดภูมิปัญญามาตั้งแต่โบราณ

ลักษณะผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายก

เป็นกระบวนการทอลวดลายบนเนื้อผ้า โดยใช้การทอเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษ (Supplementary Weft) เกิดเป็นลวดลายยกนูนขึ้นบนเนื้อผ้า วิธีการทอจะคัดเส้นยืนขึ้นลงเป็นจังหวะที่แตกต่างกันตามลวดลายที่ต้องการ แล้วใช้เส้นพุ่งพิเศษสอดเข้าไป หากใช้เส้นไหมทอเรียกว่าผ้ายกไหม ถ้าใช้เส้นเงินหรือเส้นทอง ทอเรียกว่าผ้ายกเงินและผ้ายกทอง ผ้ายกเมืองนคร เป็นชื่อเฉพาะหมายถึง ผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณ ด้วยการทอยกเพิ่มลวดลายด้วยเส้นพุ่งพิเศษ ทําให้เกิดลายนูนบนผืนผ้า มีลายเชิงผ้าเป็นกรวยเชิงชั้นเดียวหรือกรวยเชิงซ้อนกันหลายชั้นและกรวยเชิงขนานกับริมผ้า โดยดัดแปลงนําลายอื่นมาเป็นลายกรวยเชิง

ผ้าทอยกดอก

ลักษณะของผ้าทอยกดอกใช้กรรมวิธีการทอให้เกิดลวดลายโดยการยกตะกอแยกเส้นด้ายยืนขึ้นเป็นลวดลายเฉพาะ ไม่ได้เพิ่มเส้นด้ายยืนหรือเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ลักษณะการทอใช้ตะกอร่วมที่ออกแบบให้สามารถทอได้ทั้งลายขัดและลายยกดอกสลับกันไปในเนื้อผ้า การยกและข่มเส้นยืนในแนวหน้าผ้าที่แตกต่างกัน แล้วสอดเส้นพุ่งเข้าไประหว่างช่องกลางเส้นยืนพุ่งข้ามแยกจากโครงสร้างของผ้าลายขัด ทำให้เกิดเป็นลวดลายนูนขึ้นบนผืนผ้า
Awesome Image

ลวดลายของผ้ายกเมืองนคร

ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอของไทยส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายที่จดจำ และได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นลวดลายที่เกี่ยวข้องและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ลวดลายเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยการลอกเลียนแบบอย่างไว้ทั้งลวดลายและกรรมวิธีในการทอผ้า ดังนั้น ลวดลายของผ้าทอจึงเกิดจากฝีมือและภูมิปัญญาของช่างทออย่างแท้จริง

ลายหิ่งห้อยชมสวน

เป็นอีกลายหนึ่งที่แสดงการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของช่างทอผ้าในยามค่ำคืนช่างทอได้ออกแบบลายผ้าทอโดยพุ่งเส้นไหมทองหนึ่งเส้นสลับกับการทอเส้นไหมสีตลอดท้องผ้าแทรกไหมทองสลับกันได้ช่วงจังหวะพอเหมาะสม ผ้ายกลายหิ่งห้อยชมสวนจะสวยงามเมื่อนุ่งทาบเข้ากับตัวยามเคลื่อนไหวอิริยาบถ เส้นทองจะส่งแสงวูบวาบราวกับแสงหิ่งห้อยทั้งฝูงออกมาชมสวนเกาะตามต้นไม้ทั้งต้นดูสว่างแสงไฟวูบวามสวยงามมากความประทับใจในความงามของธรรมชาติรอบตัว ช่างทอผ้าจึงรังสรรค์งานเป็นลวดลายบนผืนผ้ายก

ลายเกล็ดพิมเสน

เป็นลายผ้ายกเมืองนครโบราณที่มีความสวยงามมากอีกลายหนึ่ง นิยมทอเป็นลายอยู่บริเวณท้องผ้า ลักษณะลวดลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และที่พบอีกรูปแบบหนึ่งเป็นเกล็ดพิมเสนผลึกรูปเพชรเจียระไนในสมัยโบราณคนนิยมใช้พิมเสนเพราะมีกลิ่นหอม ใช้ผสมเป็นยาที่มีประสิทธิภาพจึงหายากและมีราคาแพง ผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสนที่พบมีทั้งผ้ายกทองและผ้ายกไหม

ลายผ้ายกเมืองนครที่ทอกันมาแต่โบราณก็เช่นเดียวกัน เป็นลวดลายที่พบเห็นอยู่รอบตัวของช่างทอผ้า ลายที่นิยมทอผ้ายกเมืองนครมากที่สุดในอดีต คือลายจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นลายดอกไม้ โดยเฉพาะลายดอกพิกุลมีรูปแบบต่างๆ หลายลักษณะ ซึ่งในสมัยก่อนต้นพิกุลนิยมปลูกกันมากในบริเวณลานวัด เพราะเป็นไม้พุ่มใหญ่ให้ร่มเงาและดอกมีกลิ่นหอม ช่างทอผ้าคงได้อาศัยนั่งพักใต้ร่มไม้เมื่อไปทำบุญที่วัด ดอกพิกุลจึงถูกนำมาใส่ในลวดลายของผ้ายก ปัจจุบันต้นพิกุลก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในบริเวณชั้นในของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ส่วนลวดลายรูปทรงเรขาคณิตที่พบเห็นมากที่สุดได้แก่ ลายก้านแย่ง ซึ่งมักทอเฉพาะลายหรือผสมกับลายดอกไม้ เช่น ลายพิกุล ก้านแย่ง หรือทอผสมลายสัตว์ เช่น ลายแมงมุม ก้านแย่ง เป็นต้น

ท้องผ้าซึ่งเป็นส่วนกลางผืนผ้าผ้ายกเมืองนครโบราณ ลายท้องผ้าที่นิยมทอแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

ลายท้องผ้าเมืองนคร

กลุ่มลายพันธ์ุไม้

ได้แก่ ลายดอกพิกุล (ดอกลอย) ลายดอกพิกุลโบราณ ลายใบไม้ ลายตาย่านัด

กลุ่มลายสัตว์

ได้แก่ ลายม้า ลายหางกระรอก ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายแมงมุมก้านแย่ง

กลุ่มลายเลขาคณิต

ได้แก่ ลายเกล็ดพิมเสนทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ลายเกล็ดพิมเสนรูปเพชร

กลุ่มลายเบ็ดเตล็ด

ได้แก่ ลายไทยประยุกต์ ลายไทยประยุกต์ผสม ลายพิมพอง ลายก้านแย่ง ลายเครือเถา

ลายเชิงผ้า

เป็นลายส่วนล่างของผ้าหรืออยู่ริมผ้า เห็นตามที่พบมี 3 ลักษณะ ดังนี้

กรวยเชิงซ้อนหลายชั้น

พบในผ้ายกเมืองนคร ซึ่งเป็นผ้าสำหรับเจ้าเมือง ชุนนางชั้นสูง และพระบรมวงศานุวงศ์ นิยมทอด้วยเส้นทอง ลักษณะกรวยเชิงมีความละเอียดอ่อนช้อย ลวดลายหลายลักษณะประกอบกัน ริมผ้ามีลาย ขอบผ้า (สังเวียน) เป็นแนวยาวตลอดทั้งผืนกรวยเชิงส่วนใหญ่มีตั้งแต่ 2 ชั้นและ 3 ชั้น ซึ่งประกอบรวมกับลายประจำยามก้ามปู ลายประจำยามเกลียวใบเทศ ลายเครือเถา ลักษณะพิเศษของกรวยเชิงรูปแบบนี้คือ พื้นผ้ามีการทอสลับสีด้วยเทคนิคการมัดหมี่เป็นสีต่างๆ เช่น สีแดง น้ำเงิน ม่วง ส้ม น้ำตาล ลายท้องผ้าพบทั้งผ้าพื้นและผ้ายกดอก เช่น ลายเกล็ดพิมเสน ลายดอกพิกุล เป็นต้น

กรวยเชิงชั้นเดียว

นิยมทอด้วยเส้นทองหรือเส้นเงิน พบในผ้ายกเมืองนครซึ่งเป็นผ้าสำหรับคหบดีและเจ้านายลูกหลานเจ้าเมือง ลักษณะกรวยเชิงสั้น ทอคั่นด้วยลายประยามก้ามปู ลายประจำยามเกลียวใบเทศ ไม่มีลายขอบผ้า ในส่วนของลายท้องผ้านิยมทอด้วยเส้นไหมเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายดอกพิกุล ลายดอกเขมร ลายลูกแก้วฝูง เป็นต้น

กรวยเชิงขนานกับริมผ้า

ผ้ายกเมืองนครลักษณะนี้เป็นผ้าสำหรับสามัญชนทั่วไปใช้นุ่ง ลวดลายกรวยเชิงถูกดัดแปลงมาไว้ที่ริมผ้าด้านใดด้านหนึ่งโดยผสมดัดแปลงนำลายอื่นมาเป็นลายกรวยเชิงเพื่อให้สะดวกในการทอและการเก็บลายน้อยลงทำให้สามารถทอได้เร็วขึ้น ผ้าลักษณะนี้มีทั้งทอด้วยไหม ทอด้วยฝ้ายหรือทอผสมฝ้ายแกมไหม ที่พบจะเป็นผ้านุ่งสำหรับสตรี หรือใช้เป็นผ้านุ่งสำหรับเจ้านาคในพิธีอุปสมบท
Awesome Image

ลักษณะการใช้ผ้ายกเมืองนคร

การแต่งกายของคนไทยสมัยโบราณใช้กำหนดตำแหน่งและชนชั้นในสังคม

ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)

มีแบบแผนการแต่งกายและการใช้ผ้าแตกต่างกันไปตามฐานันดรศักดิ์ยศและตำแหน่งผ้ายกเมืองนครเข้ามามีบทบาทในฐานะผ้าชั้นดี พระมหากษัตริย์พระราชทานผ้าแก่ข้าราชบริพาร ประเภทของผ้าและคุณภาพของผ้าที่พระราชทานจะแตกต่างกันตามบรรดาศักดิ์ซึ่งส่วนมากจะเป็นผ้าไหมผู้ที่มีตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาและเจ้าพระยานุ่งผ้ายกท้องผ้าลายดอก ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนุ่งผ้ายกล่องจวนเป็นผ้าท้องสีพื้นไม่มีลายมีกรวยเชิงหลายชั้น สตรีฝ่ายในเจ้านายผู้หญิงนุ่งผ้ายกมีกรวยเชิงชั้นเดียวซึ่งการใช้ผ้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงฐานะในทางสังคมใครมีฐานะอย่างไรสังเกตได้จากการใช้ผ้า

เจ้านายและชนชั้นสูงจะใช้ผ้าไหมเพราะเป็นผ้าพิเศษที่ต้องใช้ฝีมือในการทอและการดูแลรักษามาก ชาวบ้านโดยทั่วไปใช้ผ้าฝ้าย เพราะมีขั้นตอนและกรรมวิธีในการผลิตไม่ซับซ้อนและไม่ต้องพิถีพิถันในการดูแลมากนัก ในนครศรีธรรมราชก็เช่นเดียวกันสำหรับผ้ายกทองเป็นเครื่องนุ่งห่มเฉพาะเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเมืองหรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราชส่งผ้ายกทองเข้าไปถวายในราชสำนักและถวายเจ้านายในเมืองหลวงรวมทั้งจัดหาให้คหบดี ข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชนุ่งผ้าสัมมะรสในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาซึ่งเป็นผ้ายกสีขาวกรวยเชิงเป็นทอง ส่วนเจ้านายผู้หญิงนุ่งผ้ายกจีบเวลาออกรับแขกเมืองหรือไปร่วมพิธีทำบุญที่วัดอยู่เป็นประจำ ส่วนผ้ายกธรรมดาใช้กันทั่วไปซึ่งมักจะใช้ในพิธีแต่งงาน นุ่งไปวัดหรืองาน มงคลอื่นๆ เช่น งานบวชนาคและงานโกนจุก ผู้หญิงมักจะนุ่งผ้ายกดอกหน้านาง ผู้ชายนุ่งผ้าหางกระรอก
ในสังคมไทยสมัยโบราณในโอกาสที่ต้องแต่งตัวหรูหราเป็นพิเศษดังเช่น งานแต่งงาน ผู้มีฐานะจะต้องนุ่งผ้ายกทองของเมืองนครศรีธรรมราช ผ้ายกเมืองนครจึงจัดเป็นสิ่งสูงค่ามีราคาเกินฐานะของราษฎรสามัญจะซื้อหามาใช้ได้ ถือเป็นสิ่งที่สวยงามมีใช้เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น จึงเป็นเสมือนสิ่งที่บ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจ และสถานภาพทางสังคมของผู้เป็นเจ้าของ ดังในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ได้กล่าวถึงผ้ายกเมืองนครตอนขุนช้างนุ่งผ้าแต่งตัวไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พลายงาม หรือขุนแผน ซึ่งแต่งงานกับนางพิมพิลาไลยว่า
คิดแล้วอาบน้ำนุ่งผ้า ยกทองของพระยาละครให้
ห่มสานปักทองเยื้องย่องไป บ่าวไพร่ตามหลังสะพรั่งมา
เมื่อวัฒนธรรมการแต่งกายของตะวันตกเข้ามาพร้อมกับการค้ากับต่างประเทศ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 เริ่มปฏิรูปการแต่งกายตามแบบอย่างอารยประเทศ ต่อมาในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ได้ออกพระราชบัญญัติการแต่งกายของข้าราชการพลเรือนให้นุ่งกางเกงแบบสากลนิยม บทบาทของผ้ายกเมืองนครที่เคยใช้นุ่งห่มจึงลดลงหมดความสำคัญในหน้าที่ใช้สอย