ที่ตั้ง: เลขที่ 435 ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
ประวัติความเป็นมาของผ้ายกเมืองนคร
พิพิธภัณฑ์
ที่มา: Google Maps
ที่ตั้ง: เลขที่ 435 ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
ที่ตั้ง: ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
ที่ตั้ง: เลขที่ 222 ถนนไทรบุรี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 90000
ที่ตั้ง: สถาบันทักษิณคดีศึกษา เลขที่ 53/2 หมู่ 1 ตำบลเกาะยอ อำเภอสงขลา จังหวัดสงขลา 90100
ที่ตั้ง: เลขที่ 15 ถนนกาญจนวนิช ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
ที่ตั้ง: เลขที่ 1 หมู่ที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
ที่มา: https://www.nakhonsithammarat.go.th
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาไม่น้อยกว่า 1800 ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดี และหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราชมีกำเนิดมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 เป็นอย่างน้อย
จากประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งนครศรีธรรมราช สามารถประมวลได้ว่า "นครศรีธรรมราช" ได้ปรากฏชื่อในที่ต่างๆ หลายชื่อตามความรู้ความเข้าใจที่สืบทอดกันมา และสำเนียงภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่เคยเดินทางผ่านในระยะเวลาที่ต่างกันเช่น ตามพลิงคม ตามพรลิงค์ มัทธาลิงคม ตามพลิงเกศวร โฮลิง โพลิง เชียะโท้ว โลแค็ก (Locae) สิริธรรมนคร ศรีธรรมราช ลิกอร์ (Ligor) ละคอน คิวตูตอน สุวรรณปุระ ปาฏลีบุตร (Pataliputra) และเมืองนคร เป็นต้น คำว่า "นครศรีธรรมราช" น่าจะมาจากสร้อยพระนามของปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช คำนี้แปลความได้ว่า "นครอันงามสง่า แห่งพระราชาผู้ทรงธรรม" และธรรมของราชาแห่งนครนี้ก็คือ ธรรมแห่งพระพุทธศาสนา
ถ้าจะลำดับความเป็นมาของนครศรีธรรมราชจากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่สืบค้นได้ในขณะนี้พบว่ามีภูมิหลังอันยาวนานนับตั้งแต่ยุคหินกลางในราว 8,350-11,000 ปีที่ล่วงมา จากหลักฐานมีการพบเครื่องหินที่มีตัวขวานยาวใหญ่ (บางคนเรียกว่าระนาดหิน) ที่อำเภอท่าศาลาในยุคโลหะ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดี คือ กลองมโหระทึกสำริด 2 ใบ ที่บ้านเกตุกาย ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง และที่คลองคุดด้วน อำเภอฉวาง
นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่อำเภอสิชลปัจจุบัน ยังมีร่องรอยโบราณสถาน และโบราณวัตถุเกี่ยวเนื่องในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในนครศรีธรรมราช เช่น พระพุทธรูปสำริดศิลปแบบอมราวดีของอินเดีย และเศียรพระพุทธรูปศิลปแบบคุปตะอินเดีย เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในช่วงนี้นครศรีธรรมราชได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมมาจากอินเดียอย่างมากมาย ทั้งในด้านศาสนา ความเชื่อ อักษร ภาษา ประเพณี และการปกครอง จนกลายเป็นพื้นฐานวัฒนธรรมนครศรีธรรมราชมาถึงปัจจุบันนี้
พุทธศตวรรษที่17-19เป็นช่วงที่นครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดภายใต้การปกครองของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองน่าจะเนื่องมากจากการเป็นสถานีการค้าสำคัญของคาบสมุทรไทยเป็นจุดพักถ่ายซื้อสินค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตกที่ดีที่สุดในเวลานั้นประกอบกับบริเวณหาดทรายแก้วอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ความศรัทธาและความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาจึงเป็นปัจจัยชักนำให้ผู้คนจากทุกสารทิศในภาคใต้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในนครศรีธรรมราชอย่างหนาแน่นในราว พ.ศ. 1700 เศษ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชก็สามารถจัดการปกครองหัวเมืองรายรอบ ได้สำเร็จถึง 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษัตร คือ
ที่มา: https://www.nakhonsithammarat.go.th
จากหลักฐานตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชตลอดถึงวรรณกรรมเรื่องพระนิพพานสูตรทุกสำนวนต่างยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความรุ่งเรืองไพศาลของนครศรีธรรมราชในยุคดังกล่าวและสามารถควบคุมหัวเมืองอื่นๆ ได้ทั่วถึงคาบสมุทร และมีแสนยานุภาพเกรียงไกรถึงขนาดกรีธาทัพไปตีลังกาถึงสองครั้งเหนือสิ่งอื่นใดราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชได้สถาปนาพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ขึ้นอย่างมั่นคงในนครศรีธรรมราชมีการบูรณะพระเจดีย์เดิมให้เป็นทรงระฆังคว่ำอันเป็นศิลปะลังกาจนนครศรีธรรมราชกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเป็นเมืองแม่แห่งวัฒนธรรมที่ได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไปยังหัวเมืองอื่นๆ รวมทั้งสุโขทัยซึ่งในเวลานั้นเพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นราชธานีทางภาคเหนือตอนล่างใหม่ๆ ในช่วงแรกของการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีคือสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้แต่งตั้งอุปราช (พัฒน์) บุตรเขยของพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ขึ้นเป็น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช " เจ้าพระยานครนครศรีธรรมราช (พัฒน์) รับราชการมาจนถึงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 2 จึงได้กราบทูลลาออกจากตำแหน่งด้วยเห็นว่าชราภาพมากแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้โปรดเกล้าฯแต่งตั้งพระบริรักษ์ภูเบศรผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมากระทำความดีความชอบในราชการจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช "คนทั่วไปรู้จักในนาม เจ้าพระยานครน้อย" เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ตามหลักฐานทางราชการกล่าวว่า เป็นบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) แต่คนทั่วไปทราบกันว่าเป็นโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรี
เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย)
เจ้าจอมสว่างในรัชกาลที่ 5 ธิดาพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง)
เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช (หนูพร้อม) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สมัย ร.5
ท่านผู้หญิงบินทรเดชานุชิต (เลียบ ณ นคร)
ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)
เจ้าพระยานครศรีธรรมราชผู้นี้มีความสามารถได้ปราบปรามหัวเมืองมลายูได้สงบราบคาบ เป็นนักการทูตที่สำคัญคนหนึ่งโดยเฉพาะการเจรจากับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 2-3 ได้ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชมีอิทธิพลต่อหัวเมืองมลายูเป็นที่น่านับถือยำเกรงแก่บริษัทอังกฤษ ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลทางการค้าขายและทางการเมืองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ยังเป็นผู้มีฝีมือในทางช่างหลายอย่างเช่น ฝีมือในทางการต่อเรือจนได้รับสมญาว่าเป็น "นาวีสถาปนิก" และในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ก็ได้ถวายพระแท่นถมตะทอง และ พระราชยานถมอีกด้วย
ภายหลังที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนถัดมา คือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) ผู้บุตรไม่เข็มแข็งเท่าที่ควรเป็นเหตุให้หัวเมืองกระด่างกระเดื่องพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแก้ไขจัดการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้โดยให้มีการปกครองเป็นมณฑลนครศรีธรรมราชจึงเป็นมณฑลหนึ่งของประเทศไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้นสุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ในพ.ศ. 2439
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏิเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินด้านการปกครองหัวเมืองอีกครั้งหนึ่งในรัชกาลนี้ โปรดฯให้มีการแต่งตั้งตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ขึ้นเพื่อปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด ในการนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ดำรงตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้จนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชลงเป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรไทย และดำรงฐานะดังกล่าวเรื่อยมาจนปัจจุบัน
ด้วยเหตุที่นครศรีธรรมราชมีประวัติอันยาวนานมาก่อนกรุงสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นราชธานีแรกของไทยมีความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์มาก่อน ศิลปวัฒนธรรม เช่น ประติมากรรม สถาปัตยกรรม จิตรกรรม ช่างฝีมือพื้นบ้าน การละเล่น และขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจึงมีมาก ซึ่งชาวเมืองยังยึดถือปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน นครศรีธรรมราชจึงมีอารยธรรมและศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติบ้านเมืองมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ผ้ายกเมืองนคร เป็นผ้าพื้นเมืองเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนครศรีธรรมราช
เพลงกล่อมเด็กบทนี้ ยืนยันว่าที่เมืองนครศรีธรรมราช มีการทอผ้าเป็นล่ำเป็นสันกันมานานแล้ว เป็นผ้าทอมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะผ้ายกทอง
ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)
การทอผ้ายกเมืองนครในเมืองนครศรีธรรมราชและหัวเมืองใกล้เคียงซึ่งเป็นเมืองในบังคับปกครองของนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าคงจะมีการทอผ้ามาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์แล้ว เนื่องจากตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) เป็นเมืองท่าสถานีการค้าที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทั้งจีน อินเดีย และชาติต่างๆ ผ้าจากจีนและอินเดียจึงเป็นสินค้าออกที่นำมาขายในคาบสมุทรไทย จากการติดต่อค้าขายทำให้เกิดการเผยแพร่ถ่ายทอดทางศิลปวัฒนธรรม โดยชาวพื้นเมืองรับการถ่ายทอดความรู้วิธีการทอและการแต่งกายนุ่งผ้า ซึ่งมีร่องรอยสายใยสัมพันธ์ที่ปรากฏในรูปแบบของผ้าที่แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียและจีนเป็นต้นเค้าของการทอผ้าพื้นบ้าน ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองรู้จักการทอผ้าทั้งผ้าพื้นเรียบ และผ้ายกดอก ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุจีนกล่าวถึงผู้คนในอาณาจักรตามพรลิงค์เวลาแต่งงานแต่งกายสวมใส่ผ้าทอยกดอก (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์, 2552: 67 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งการรับวัฒนธรรมการทอผ้านี้ได้ผ่านกระบวนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประสมประสานปรับรูปแบบลักษณะการทอให้มีลักษณะเฉพาะของการทอผ้ายกเมืองนครโดยไม่ลอกเลียนแบบของอินเดียและจีนไปทั้งหมด
ส่วนการทอผ้ายกดอกที่ทอลวดลายสีสันวิจิตรงดงามเริ่มทำกันในสมัยอยุธยาตอนปลายกล่าวกันว่าชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้แบบอย่างการทอผ้ามาจากแขกเมืองไทรบุรีเมื่อครั้งเมืองไทรบุรีคิดขบฎ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชยกกองทัพไปปราบขบฎได้กวาดต้อนครอบครัวเชลยมาเป็นจำนวนมากและได้นำพวกช่างฝีมือปะปนมาหลายพวก ต่อมาแขกช่างทอผ้าเมืองไทรบุรีได้มาเป็นครูสอนคนนครศรีธรรมราชให้รู้จักการทอผ้ายก โดยเจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้ให้การอุปถัมภ์และส่งเสริมการทอผ้ายกเป็นอย่างมาก ทำให้การทอผ้ายกสมัยนั้นพัฒนาขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ มาก โดยมีการเกณฑ์ผู้หญิง บ่าวไพร่ และลูกหลานกรมการเมือง ตลอดจนชาวบ้านที่สนใจให้ฝึกหัดการทอผ้ายก
ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการทอผ้ายกเมืองนครน่าจะรับเอาวิธีการทอผ้ายกดอกของชาวมลายูมาผสมผสานกับความรู้ดั้งเดิมประยุกต์เข้ากับลวดลายไทยและพัฒนากรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนด้วยความพิถีพิถัน ช่างทอผ้าที่มีความชำนาญสูงได้ปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของตน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอเป็นทองที่สูงค่ามีราคาจึงถือได้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยม อันเป็นที่เชิดหน้าชูตาอย่างหนึ่งของประเทศไทยในขณะนั้น นับตั้งแต่รัชกาลพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นยุคสมัยที่การปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น และสภาพเศรษฐกิจดี ทำให้การจัดการภายในราชสำนักมีความเรียบร้อย ส่งผลให้มีการทำนุบำรุงศิลปะในแขนงต่างๆ มีความเจริญรุ่งเรือง โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภกเปิดโอกาสให้ภายในราชสำนักมีความเป็นอยู่ที่หรูหรา ปรากฏหลักฐานว่าผ้ายกเมืองนครเป็นที่ต้องการอย่างมากของราชสำนัก เพราะเป็นผ้าที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับบุคคลสำคัญ เจ้านาย และข้าราชบริพารชั้นสูงใช้สวมใส่เวลาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงสถานะของบุคคลและในฐานะผ้าที่คุณภาพดีมีความงดงามและราคาแพงจึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง เจ้านาย ขุนนาง ตลอดจนคหบดี ผู้มีทรัพย์ทั้งหลาย
ปรากฏว่าราชสำนักสยามได้มีหมายเกณฑ์ให้ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราชทอผ้ายกส่งไปยังกรุงเทพฯ อยู่บ่อยๆ พร้อมทั้งยังได้พระราชทานทองคำ เส้นไหม เส้นทอง และพระราชทรัพย์เป็นค่าแรงงานในการทอและซื้อไหมดิบจากจีน ทั้งนี้ก็เพราะมีพระประสงค์ที่จะนำผ้ายกเมืองนครมาใช้เป็นพระภูษาทรง และพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนขุนนางข้าราชบริพาร ผู้ประกอบคุณงามความดี ผู้มีความชอบในราชการ ดังหลักฐานจดหมายเหตุรัชกาลที่ 2 กล่าวถึงในปี พ.ศ. 1175 พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ให้ขุนสวัสดิ์คุมเอาผ้ายกทองเกณฑ์เข้ามาส่งลายพื้นแดง 1 ผืน ลายเจ็ดสีพื้นม่วง 1 ผืน ครบสองผืนตามเกณฑ์แล้วให้เบิกทองสองหีบใหญ่ ครั้งหนักหาบหนึ่งไปให้เจ้าพระยานครทอผ้ายก (วิเชียร ณ นคร, 2542: 4722 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) และดังข้อความในสารตราเจ้าพระยาอรรคมหามาถึงผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งว่า …ต้องพระราชประสงค์ผ้ายกทองนุ่งดวงเกล็ดพิมเสนฝีมือช่างเมืองนครสำหรับพระราชทานพระบรมวงษานุวงษ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ศรีต่างกัน 24 ผืน... (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ, 2546: 104 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ซึ่งหากสังเกตดูพระรูปเจ้านายทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่ทรงฉายในสมัยรัชกาลที่ 5 มีหลายพระองค์ทรงผ้ายกทองลายเกล็ดพิมเสน
ในวาระการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศกับนานาอารยประเทศองค์พระมหากษัตริย์ทรงเอาความงามอันโดดเด่นของผ้ายกเมืองนครมาใช้ประโยชน์เป็นสื่อสัมพันธ์ในการเชื่อมสัมพันธไมตรี โดยพระราชทานผ้ายกเมืองนครแด่องค์พระมุขหรือประมุขของประเทศนั้นๆ เป็นเครื่องราชบรรณาการ ดังในสมัยรัชกาลที่ 4 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานผ้ารวมจำนวนถึง 17 ชิ้น มอบแต่แฟรงคลิน ปิแอร์ (Frankin Pierce) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นของขวัญอันทรงคุณค่ายิ่งจากราชสำนัก โดยเฉพาะผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสน เป็นพื้นที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ ทอด้วยเส้นทอง (LISA Mcquail, 1997: 89 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554) ปัจจุบันผ้าผืนนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของสถาบันสมิโซเนียน วอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับกรุงเทพฯเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก สืบเนื่องจากนโยบายการปกครองได้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางลิดรอนอำนาจหัวเมืองใหญ่รวมทั้งเมืองนครศรีธรรมราชด้วย
ดังนั้นเมื่อทางราชสำนักเกณฑ์ให้ทอผ้ายกเมืองนครส่งไปถวายตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ พระยานครศรีธรรมราช (หนูพร้อม) ขัดเคืองนโยบายการปฏิรูปการปกครองที่ลดอำนาจเจ้าเมืองลง จึงส่งผ้ายกเมืองนครที่มีคุณภาพไม่ดีต่ำกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อนเข้าไปทูลฯถวาย ซึ่งยังความขุ่นเคืองพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก เมื่อถึงคราวจำเป็นที่ต้องการใช้ผ้ายกคุณภาพดี
ดังเช่นคราวที่มีพระราชประสงค์ให้จัดหาสิ่งของต่างๆ พืชพรรณเพาะปลูกที่มีอยู่ในบ้านเมือง และเครื่องมือประกอบการทำมาหากิน อาวุธ สิ่งของกระบวนการช่างเพื่อจัดแสดงฉลองพระนครครบ 100 ปี ในปี พ.ศ. 2425 จึงทรงมีรับสั่งให้หาซื้อหรือแบ่งปันผ้ายกเมืองนครแต่ครั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนก่อนจากทายาท
ดังความในพระราชหัตถเลขาถึงพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ เมื่อวันจันทร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือนสาม ปีมะเส็ง ตรีศกศักราช 1243 ตรงกับวันที่ 23 มกราคม พุทธศักราช 2424 มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถึงคุณสุรวงษ์ไวยวัฒน์ ด้วยฉันอยากได้ผ้ายกเมืองนคร ผ้ายกสงขลา และผ้าเช็ดปาก ยกสีต่างๆ ลายต่างๆ ทั้งผ้านุ่ง ผ้าเช็ดปาก คิดว่าในรายการเกณฑ์เอศซฮิบิเชนก็คงจะมีมาบ้างแต่ก็คงจะเป็นอย่างเลวที่สุด จึงจะได้ส่งมา ถ้าจะสั่งให้ทำมาตามธรรมเนียม ก็คงจะได้เลวเหมือนอย่างที่สั่งไปครั้งก่อน ครั้งนี้อยากจะได้ผ้าที่ดีจริงๆ ถ้าได้ผ้าแต่ครั้งเจ้าพระยานครยิ่งดี ของที่ลูกหลานเขาคงจะมีอยู่ด้วยกันทุกคน เธอจะช่วยคิดอ่านอย่าใด เป็นอย่างขอซื้อขอปัน ถึงจะแพงก็ไม่ว่า ขอแต่ให้ได้ดีอย่างเดียว… (ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ, 2546: 105 อ้างถึงในจันทรา ทองสมัคร, 2554)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าภาณุ รังสีสว่างวงศ์กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ในปี พ.ศ. 2427 ได้รับรายงานที่เกี่ยวข้องกับผ้ายกเมืองนครว่า "ผ้านุ่งผ้าห่ม ผ้ายกไหม ผ้ายกทองไม่มีขายในตลาด เป็นของทอเฉพาะผู้สั่งจะซื้อและเป็นผู้ทำในบ้านผู้ว่าราชการเมืองกรมการผู้หลักผู้ใหญ่ ราคาสิ่งของในท้องตลาด ผ้าม่วงราคาผืนละ 5-6 เหรียญ ผ้าริ้ว ผ้าตา ผ้าพื้น ผืนละ 6 ก้อน หรือ 2 ยำไป หรือ 6 ตำลึง ผ้าขาวม้า ผืนละ 7 เหรียญ ผ้าขาวม้าด้ายกุลีละ 8-10 บาท ผ้าเช็ดปาก ผ้าขาวกุลีละ 4 บาท ผ้าโสร่งไหม ผืนละ 4-5-6 เหรียญ ผ้าโสร่งด้าย ผืนละ 1 บาท”
จากรายงานแสดงถึงการจัดการทอผ้ายกเมืองนครคงจะมีอยู่เฉพาะในวังเจ้าเมืองโดยมีคนในตระกูลเจ้าเมืองเป็นผู้ควบคุมดูแลการทอและผูกลาย ซึ่งเป็นลายซับซ้อนมากความลับในการทอผ้ายกเมืองนครจึงถ่ายทอดให้เฉพาะบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจัดตั้งมลฑลขึ้น อำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชลดลง ไม่มีการเลี้ยงบ่าวไพร่ไว้ในวังและในครัวเรือนมากมายเหมือนครั้งก่อน นับแต่นั้นมาการทอผ้ายกเมืองนครมีความประณีตต้องใช้เวลาในการทอนานมากไม่คุ้มกับรายได้ที่ได้รับช่างทอผ้ายกจึงเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น มีจำนวนน้อยรายที่ได้สืบทอดการทอผ้ายกเมืองนครสืบมาจนปัจจุบัน
สืบทอดภูมิปัญญามาตั้งแต่โบราณ
ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอของไทยส่วนใหญ่มักเป็นลวดลายที่จดจำ และได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ อีกทั้งยังเป็นลวดลายที่เกี่ยวข้องและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ลวดลายเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยการลอกเลียนแบบอย่างไว้ทั้งลวดลายและกรรมวิธีในการทอผ้า ดังนั้น ลวดลายของผ้าทอจึงเกิดจากฝีมือและภูมิปัญญาของช่างทออย่างแท้จริง
เป็นอีกลายหนึ่งที่แสดงการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของช่างทอผ้าในยามค่ำคืนช่างทอได้ออกแบบลายผ้าทอโดยพุ่งเส้นไหมทองหนึ่งเส้นสลับกับการทอเส้นไหมสีตลอดท้องผ้าแทรกไหมทองสลับกันได้ช่วงจังหวะพอเหมาะสม ผ้ายกลายหิ่งห้อยชมสวนจะสวยงามเมื่อนุ่งทาบเข้ากับตัวยามเคลื่อนไหวอิริยาบถ เส้นทองจะส่งแสงวูบวาบราวกับแสงหิ่งห้อยทั้งฝูงออกมาชมสวนเกาะตามต้นไม้ทั้งต้นดูสว่างแสงไฟวูบวามสวยงามมากความประทับใจในความงามของธรรมชาติรอบตัว ช่างทอผ้าจึงรังสรรค์งานเป็นลวดลายบนผืนผ้ายก
เป็นลายผ้ายกเมืองนครโบราณที่มีความสวยงามมากอีกลายหนึ่ง นิยมทอเป็นลายอยู่บริเวณท้องผ้า ลักษณะลวดลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และที่พบอีกรูปแบบหนึ่งเป็นเกล็ดพิมเสนผลึกรูปเพชรเจียระไนในสมัยโบราณคนนิยมใช้พิมเสนเพราะมีกลิ่นหอม ใช้ผสมเป็นยาที่มีประสิทธิภาพจึงหายากและมีราคาแพง ผ้ายกเมืองนครลายเกล็ดพิมเสนที่พบมีทั้งผ้ายกทองและผ้ายกไหม
ลายผ้ายกเมืองนครที่ทอกันมาแต่โบราณก็เช่นเดียวกัน เป็นลวดลายที่พบเห็นอยู่รอบตัวของช่างทอผ้า ลายที่นิยมทอผ้ายกเมืองนครมากที่สุดในอดีต คือลายจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นลายดอกไม้ โดยเฉพาะลายดอกพิกุลมีรูปแบบต่างๆ หลายลักษณะ ซึ่งในสมัยก่อนต้นพิกุลนิยมปลูกกันมากในบริเวณลานวัด เพราะเป็นไม้พุ่มใหญ่ให้ร่มเงาและดอกมีกลิ่นหอม ช่างทอผ้าคงได้อาศัยนั่งพักใต้ร่มไม้เมื่อไปทำบุญที่วัด ดอกพิกุลจึงถูกนำมาใส่ในลวดลายของผ้ายก ปัจจุบันต้นพิกุลก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในบริเวณชั้นในของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
ส่วนลวดลายรูปทรงเรขาคณิตที่พบเห็นมากที่สุดได้แก่ ลายก้านแย่ง ซึ่งมักทอเฉพาะลายหรือผสมกับลายดอกไม้ เช่น ลายพิกุล ก้านแย่ง หรือทอผสมลายสัตว์ เช่น ลายแมงมุม ก้านแย่ง เป็นต้น
ท้องผ้าซึ่งเป็นส่วนกลางผืนผ้าผ้ายกเมืองนครโบราณ ลายท้องผ้าที่นิยมทอแบ่งเป็น 4 กลุ่ม
ได้แก่ ลายดอกพิกุล (ดอกลอย) ลายดอกพิกุลโบราณ ลายใบไม้ ลายตาย่านัด
ได้แก่ ลายม้า ลายหางกระรอก ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายแมงมุมก้านแย่ง
ได้แก่ ลายเกล็ดพิมเสนทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ลายเกล็ดพิมเสนรูปเพชร
ได้แก่ ลายไทยประยุกต์ ลายไทยประยุกต์ผสม ลายพิมพอง ลายก้านแย่ง ลายเครือเถา
เป็นลายส่วนล่างของผ้าหรืออยู่ริมผ้า เห็นตามที่พบมี 3 ลักษณะ ดังนี้
การแต่งกายของคนไทยสมัยโบราณใช้กำหนดตำแหน่งและชนชั้นในสังคม
ที่มา: จันทรา ทองสมัคร (2554)
มีแบบแผนการแต่งกายและการใช้ผ้าแตกต่างกันไปตามฐานันดรศักดิ์ยศและตำแหน่งผ้ายกเมืองนครเข้ามามีบทบาทในฐานะผ้าชั้นดี พระมหากษัตริย์พระราชทานผ้าแก่ข้าราชบริพาร ประเภทของผ้าและคุณภาพของผ้าที่พระราชทานจะแตกต่างกันตามบรรดาศักดิ์ซึ่งส่วนมากจะเป็นผ้าไหมผู้ที่มีตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาและเจ้าพระยานุ่งผ้ายกท้องผ้าลายดอก ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนุ่งผ้ายกล่องจวนเป็นผ้าท้องสีพื้นไม่มีลายมีกรวยเชิงหลายชั้น สตรีฝ่ายในเจ้านายผู้หญิงนุ่งผ้ายกมีกรวยเชิงชั้นเดียวซึ่งการใช้ผ้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงฐานะในทางสังคมใครมีฐานะอย่างไรสังเกตได้จากการใช้ผ้า